เล่าด้วยภาพ ตอน โลกมัว มัว ของเราสองคน

02.jpgย 01.jpgย 03.jpg

10.jpgย 05.jpgย 06.jpg

07.jpgย 08.jpgย 09.jpg

love is…

 5_14.jpg

“ความรักทำให้คนตาบอด” ใครเป็นคนบัญญัติคำๆ นี้ขึ้นมาในโลกของความรัก คงจะมีน้อยคนนักที่จะรู้ แต่ที่เดาเอาง่ายๆ คือ คนผู้นี้ต้องมีความรักที่ไม่สมหวังแน่ๆ

ในบรรดาความรู้สึกต่างๆ ของคนเราปกติ ความรักดูจะเป็นความที่มีผู้ให้ความหมายต่างๆ นาๆ มากที่สุดก็ว่าได้ เช่นที่กล่าวไปในย่อหน้าแรก “ความรักทำให้คนตาบอด” หรือลองคิดกันเล่นๆ “ความรักคือความเข้าใจ” เอาอีก “ความรักคือการเสียสละ” “ความรักคือการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน” หรือถ้าเป็นผม ผมจะจำกัดความว่า ความรักคือการเรียนรู้ของชีวิตอย่างหนึ่ง..

คนเราเกิดมาต้องมีอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งสำหรับการได้สัมผัสกับความรัก หรือน่าจะพูดได้ว่าคนเรามีความรักเหมือนกันทุกคน และแต่ละคนก็มีความรักที่แตกต่างกันออกไป ความรักสำหรับบางคนคือยาขมที่กินเข้าไปทุกครั้งต้องรู้สึกขยาด สำหรับบางคนความรักอาจจะเป็นน้ำผึ้งหวาน ที่ชวนให้เคลิ้มไปอย่างมีความสุข

น่าเสียดายที่ความรักไม่สามารถชั่งน้ำหนักได้ เราจะใช้หน่วยวัดใดๆ ในโลกนี้ชั่ง ตวง วัด ความรักได้บ้างนะ จะได้บอกกันให้แจ่มๆ กันไปเลยว่า “ผมรักคุณมากนะ เป็นจำนวน 100,000 ลูกบาศเมตร” หรือ “ถ้าคุณรักฉันไม่ถึง 2,000 ตารางกิโลเมตร ฉันจะไม่แต่งงานกับคุณ” แต่สำหรับบางคนอาจจะบอกว่า “แม้ว่าคุณรักผมเพียง 1 นาโนเมตร ผมก็จะยังรักคุณด้วยจำนวน  100,000 บาเรล” ที่น่าแปลกก็คือ ถึงความรักจะไม่สามารถชั่ง ตวง วัด เป็นหน่วยใดๆ ได้ แต่คนส่วนใหญ่ก็สามารถที่จะใช้หัวใจวัดปริมาณความรักอย่างคร่าวๆ ได้ ถึงจะไม่เที่ยงตรงกันทุกคนก็เถอะ

ใจของคนเรานี่ไวต่อเรื่องรักๆ ใคร่ๆ มาก ใจของใครไวผิดปกติเรามักจะเรียก คนๆ นั้นว่าเป็นคนใจง่าย หากคุณทำร้ายความรักของใครสักคน ก็เหมือนคุณทำให้หัวใจเค้าต้องสลาย ต้องปวดใจ เอาแค่ตัวอย่างง่ายๆ เท่านี้ เราก็รู้แล้วว่าหัวใจกับความรักเป็นสิ่งที่คู่กัน เวลาที่หัวใจของเราวัดปริมาณความรักจากใครสักคนที่เป็นคนพิเศษ ก็อย่าลืมวัดให้สม่ำเสมอ เพราะว่าน้อยนักที่จะเท่ากันทุกวัน ของแบบนี้มีขึ้นมีลง ถึงจะไม่เท่ากับตารางหุ้นของบ้านเราก็เถอะ ถึงจะขึ้นๆ ลงๆ แต่คนที่รักกันจริงๆ ส่วนใหญ่ เวลาปริมาณความรักวันไหนลดลงต่ำสุดก็ไม่น่าจะเกินแนวต้านของความรัก แต่ถ้าต่ำกว่านั้นก็พิจารณากันเอาเองแล้วกัน ปริมาณความรักที่หัวจิตหัวใจของคนเราตรวจจับได้นั้น ไม่ได้วัดจากความรักโดยตรงแต่วัดผ่านตัวกลาง ตัวกลางที่ดีที่สุดก็คือ การกระทำของคนเรานั่นเอง ซึ่งค่าความเที่ยงตรงของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป

ในชีวิตประจำวันเราจะเห็นว่า เรื่องความรักที่เราได้รับรู้มารอบๆ ตัวนั้น มักจะมีอยู่สองแบบเสมอ คือ สมหวัง กับ ผิดหวัง ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครอยากผิดหวัง ทุกๆ คนก็อยากจะสมหวัง เมื่อสมหวังแล้วจะรักกันไปตลอดรอดฝั่ง หรือที่หนังจีนเค้าว่า รักกันจนถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร ได้หรือไม่นั้น คำตอบคงจะอยู่ที่คู่พระคู่นาง ของเรื่องราวชีวิตคู่ของแต่ละคน คงไม่มีใครที่จะบอกได้

ความรักคือการเรียนรู้อย่างหนึ่งของชีวิต ในชีวิตหนึ่งคนเราอาจจะเรียนรู้ได้หลายครั้ง ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เรียนรุ้แบบไปไม่ถึงไหน ผมเคยผ่านจุดสูงสุดเรื่องความรักถึงขั้นแต่งงาน ตอนนี้ผมไม่แน่ใจว่าเคยอยู่จุดที่ต่ำสุดหรือยัง วันนี้หัวใจผมไม่มีความสามารถที่จะวัดปริมาณความรักจากใครได้อีก เพราะชำรุดมาจากการเจอตัวกลางที่มีค่าความเที่ยงตรงต่ำบ่อยๆ

วันนี้เป็นวันที่น้องสาวผมแต่งงาน ซึ่งผมกับที่บ้านไม่ได้ไปหรอกครับ เป็นงานแต่งงานที่มีระยะทางหลายร้อยไมล์กั้น ผมเลยอยากเขียนถึงเรื่องราวความรักที่ดีๆ กับเค้าบ้าง สุดท้ายออกมาแนวนี้อีกแล้ว ก็เอาเป็นว่า ขอให้น้องสาวผมมีความสุขกับการแต่งงาน ดูแลกันให้ดี เคารพซึ่งกันและกัน จำไว้ว่าชีวิตคือการต่อสู้ ชีวิตเราจะดีได้ถ้ามีใครสักคนเป็นคู่คิด และเป็นกำลังใจที่ดี….

เรื่องน่าแปลกที่ไม่แปลกหน้า

P6086650.jpg

วันอาทิตย์วันที่ถูกเหมาจากคนหมู่มากว่าวันนี้คือวันหยุดพักผ่อน สำหรับผมแล้วเกือบทุกวันอาทิตย์ไม่เหมือนวันหยุดพักผ่อนสักเท่าไหร่ ถ้าจะบอกว่าเป็นวันที่ต้องคิดเรื่องงาน ลงมือทำงาน น้อยกว่าทุกๆ วัน ดูจะเหมาะดีกว่า ไม่น่าเชื่อเลยว่า ภาระหน้าที่ในการทำงาน มันจะเข้ามาตีสนิทกับชีวิตของผมได้อย่างสนิทสนมมาก และรวดเร็วถึงเพียงนี้ นึกถึงเมื่อครั้งที่ยังเป็นนักศึกษา อืม ย้อนไปสัก หกถึงเจ็ดปี ความรู้สึกยังเหมือนประมาณเมื่อวานซืนนี้เอง ผมกับภาระหน้าที่ การทำงานต่างๆ เรายังเหมือนคนแปลกหน้าสำหรับกันและกันอยู่เลย

น่าแปลกที่แปลกกว่าแปลกหน้าก็คือ ภาระหน้าที่การงาน อุปสรรคต่างๆ แรงกดดันเสียดสี ผมก็สนิทสนม คุ้นชินกับมันราวกับเป็นญาติผู้ใหญ่ แต่สำหรับความสำเร็จในสิ่งที่ผมตั้งตารอ มันก็ยังไม่ยอมนับญาติกับผมเสียที หลายครั้งผมเคยได้ยินมาว่า การทำงานให้สำเร็จนอกจากความขยัน สู้งาน แล้วยังจะต้องมีเรื่องของโชคเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย คุณอาจจะเคยเห็นคนบางคนทำอะไรก็ดูจะราบรื่น สำเร็จไปได้ด้วยดี กลับอีกคนที่ทำอย่างเดียวกัน แต่กลับล้มไปไม่เป็นท่า แบบนี้เพราะ มีโชค กับไม่มีโชค หรือปล่าว?

เคยมีงานวิจัยของสถาบันโกวซิหมี่ คอลเลจ ประเทศจีน ถ้าจำไม่ผิดเจ้าของผลงานวิจัยชื่อ Dr.Sing Yord Sian (อ่านว่า ซิง ยอด เซียน) เค้าทำวิจัยเรื่องปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ในงานวิจัยระบุไว้ว่า ในบรรดา “ความ” ต่างๆ ที่พึงต้องมีในการทำธุรกิจ หรือในการทำงานต่างๆ เช่น ความรู้ ความขยัน ความอดทน ความเอาใจใส่ ความที่สำคัญที่สุดคือ “ความมีโชค” นั่นเอง โดยได้ตัวเลข 52% เป็นตัวชี้วัดถึงความสำคัญของ “ความ” นี้ ที่ได้จากการทดลอง ทีนี้ปัญหาคือเราจะไปหา “ความมีโชค” ได้จากไหนล่ะ?

น่าเสียดายที่ผลจากการวิจัยของ Dr.Sing ไม่ได้มีข้อมูลของแหล่งที่เราจะมองหา “ความมีโชค” ระบุมาด้วย ซึ่งอันที่จริงแล้ว “ความมีโชค” ในความหมายของเราๆ ก็คงจะไม่พ้นเรื่องของศาสนา สิ่งกราบไว้ บูชา ห้อย คล้อง ที่คนไทยผูกพันกันมาอย่างไม่รู้สึกแปลกหน้า น่าแปลกที่หลายคนให้ความเคารพ บูชา แต่ก็ยังไม่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจาก “ความมีโชค” กันสักเท่าไหร่ หรือเราจะต้องตามหา สิ่งศักสิทธิ์ รูปเคารพ ก้อน หิน ดิน ไฟ ต่างๆ ที่มีใครก็ตามระบุสรรพคุณไว้ว่า สามารถจะบันดาล “ความมีโชค” ให้เราได้ ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมคงรู้สึกเหนื่อยกับการตามหา “โชค” แบบโชคเลือดแน่ๆ เพราะภาระหน้าที่ที่ทำอยู่ทุกวันนี้มันก็เหนื่อยเสียจนอ่อนล้าอยู่แล้ว ต้องเพิ่มกิจกรรมตามหาวัตถุมงคลอีก…ไม่เอาดีกว่า

อ๋อ ถ้าไม่พูดถึง “ความมีโชค” ในเรื่องของหน้าที่การงาน เรื่องของธุรกิจแล้ว ผมยังพอมีโชคอยู่บ้างครับ ทุกเช้าผมจะไปส่งนางฟ้าตัวน้อยของผมไปโรงเรียน เธอไม่ใช่วัตถุมงคลนะครับ แต่เธอเป็นสิ่งศักสิทธิ์ที่เคารพรักผม และผมก็รู้สึกว่าโชคเข้าข้างผมทุกครั้งที่ผมได้อยู่กับเธอครับ….

วันนี้อาจจะยังไม่ใช่วันของผม “ความมีโชค” ยังไม่เข้าข้าง ไม่เป็นไร ผมจะขอตั้งใจทำหน้าที่ของผมให้ดีที่สุดทุกวัน ทั้งหน้าที่ในการงาน หน้าที่ของคุณพ่อที่ดี หน้าที่ของลูกที่ดี ทุกวันนี้ตอนเช้าผมจะไหว้พระศรีคเณศขอให้ผมมีปัญญาชนะอุปสรรคต่างๆ ประจำวัน ไหว้พระแม่ลักษมีขอให้มีเงินมีทองผ่านมือตลอดไม่ขาด ทั้งหมดทำแล้วผมสบายใจครับ

ปล.เรื่องของสถาบันโกวซิหมี่ คอลเลจ และ Dr.Sing Yord Sian ผมมั่วมาเองนะครับ ขอให้ทุกคนมีโชค แบบไม่งมงายนะครับ